11.9.55

{reset}


ในยามที่รู้สึกแข็งกระด้าง
จงมองหาความอ่อนหวาน

10.9.55

little corner


มุมเล็กๆ บนโต๊ะทำงาน ไว้พักตาจากความล้าในการจ้องคอมพิวเตอร์นานๆ แคสตัสต้นเล็กๆ ช่วยดูดซับรังสีจากคอมได้ บางวันได้พักจากทำงาน ดอกไม้ก็เบิกบานตามเจ้าของโต๊ะ

8.9.55

‘no control’



อันนีกส์ นางเอกหน้าหวานจากหนังชีวประวัติขาวดำสุดเท่ของนักร้องนำวง Joy Division  ‘control’  

เอียน เคอร์ตีส (IAN CURTIS) ก็เป็นเพียงแค่มนุษย์คนหนึ่งที่โคตรเก่งในวงการดนตรี 
เขาแต่งกวีเป็นบทเพลง เขาใช้ชีวิตในม่านควันสีเทาตลอดเวลา (อัดบุหรี่เป็นว่าเล่น) 
อ่านวรรณกรมเป็นเพื่อนแก้เหงา
 และตั้งชื่อวงดนตรีจากชื่อซ่องที่นาซีใช้บริการในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

ในขณะที่ชีวิตนักร้องของเอียนกำลังรุ่งโรจน์สวนทางกันกับเรื่องของความรักที่พุ่งดิ่งลงหุบเหว
…‘no control’  

ผมต่อสู้ระหว่างสิ่งที่ผมรู้ว่าใช่ในใจผม
กับความจริงอันบิดเบือนที่มองเห็นผ่านทางสายตาคนอื่น...คนที่ไร้หัวใจ
และถึงอย่างไรก็ไม่เห็นความแตกต่าง
การต่อสู้ระหว่างสติสัมปชัญญะและหัวใจมนุษย์
จนทุกอย่างมันเลยเถิด
ไม่อาจควบคุมไว้ได้ และไม่มีวันแก้ไขคืนมา

เอียนทำลายรักครั้งแรกลงด้วยการนอกใจ (เขาแต่งงานตอนอายุน้อยมาก) เมื่อได้เจออันนีกส์ รักอีกครั้งที่ถูกเลือก หญิงสาวที่มาดูคอนเสิร์ตของ Joy Division ภรรยาจับได้ว่าเอียนมีคนอื่น เอียนไม่เลือกใคร เขาโกหกว่าเลิกกับอันนีกส์แล้ว แต่ความจริงไม่ใช่  เขาไม่ได้เลิกรักอันนีกส์ ความรักก็คือความรัก โกหกกันไม่ได้ (หรือใครจะเถียง)

นี่คงเป็นความจริงเที่ยงแท้
รักทำลายความภูมิใจเสียแหลกเหลว
สิ่งที่ครั้งหนึ่งคือความบริสุทธิ์
เปลี่ยนผันเป็นอีกสิ่ง...
เมฆก้อนหนึ่งโรยตัวเหนือฉัน
มันจับตามองทุกย่างก้าว
ลึกลงไปในความทรงจำของสิ่งซึ่งครั้งนึงเคยเป็นความรัก
...กวีเศร้าบทสุดท้ายที่เอียนเขียนก่อนจะปลิดชีวิตตนเอง

ชีวิตจริงของนักร้องดังแห่งวง Joy Division และหนังเลือกถ่ายทอดเรื่องราวออกมาเป็นหนังขาวดำ ที่ใช้มุมภาพระดับสายตาช่างภาพมืออาชีพ มันสวยไปซะทุกช็อต ยังกับได้ดูภาพถ่ายขาวดำเท่ๆ ในหนังสือเล่มนึง

‘I am no control anymore’
……………

: IAN CURTIS เสียชีวิตอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น (DIED 18 MAY 1980)

ใบใหม่ถักเอง


3.4.55

อ่านหน้าร้อน

















3 เรื่องควบ ไม่ใช่หนัง (Movie) แต่เป็นหนังสือ (Books)
ตอนนี้อ่านหนังสือ วนไปมาอยู่สามเล่ม อย่าแปลกใจว่าทำไมมันไม่อ่านให้จบเป็นเล่มๆ ไป เรื่องของเรื่องคือ เมืองในหนังสือมันเกี่ยวพันกันไปมานั่นเอง

เล่มแรก "ละตินอเมริกา" ของ รศ.จิตราภรณ์ ตันรัตนกุล รวบรวมตั้งแต่อารยธรรมดั้งเดิมของประเทศต่างๆ แถบหมู่เกาะคาริบเบียน ทวีปอเมริกากลาง จนถึงแหลมทวีปอเมริกาใต้ เม็กซิโก เปรู อาร์เจนตินา ชิลี คิวบา ฯลฯ สมัยสเปนส่งนักล่าสมบัติ อาทิ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (จริงๆ มีนักล่าเยอะมากๆ) ไปแสวงหาสมบัติ (เครื่องเทศก็ถือเป็นสมบัติได้เหมือนกัน) ว่ากันว่า โคลัมบัสจะหาเมืองเครื่องเทศ แต่กลับไปเจอทวีปอเมริกาแทน ไล่ประวัติศาสตร์โดยสังเขปเรื่อยมาจนถึงยุคศตวรรษที่ 20 นั่นเทียว อ่านเพลินมาก พอพูดถึงสเปนผู้รุกราน ก็เห็นการกระทำของสเปนที่ทำกับคนอินเดียนที่โน้นอย่างน่าสะเทือนใจ อีกทั้งสเปนยังร่ำรวยเพราะเหมืองเงินทีได้จากแถบละตินอเมริกา ไหนจะขนทองคำสมบัติต่างๆ จากชนอินเดียนไปหมด มีส่วยที่ได้รับตลอดที่เป็นเจ้าอาณานิคมอีก ก็อยากรู้จักสเปนปัจจุบันว่าเก๋กู้ดตรงไหน ไปส่องๆ ชั้นหนังสือ (เท่าที่มี) ก็หยิบ 

"เที่ยวคาบสมุทรไอบีเรีย" (เขียนโดย ศิรินทร์ วงศ์พานิช) มาดูวาระปัจจุบัน “แหล่ง” ขึ้นหน้าชูตาของเขา เพื่อดูวัฒนธรรมความมั่งคั่งที่สั่งสมมาจากแผ่นดินอื่น รวมถึง ‘Plaza’ หรือจัตุรัสอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของสเปน (ที่มักจะสร้างไว้ตามเมืองอาณานิคมต่างๆ) ประมาณว่า ไปตีเมืองไหนก็สร้างพลาซ่าไว้ให้คนสเปนใช้พักผ่อน และค่อยตกทอดมาถึงวาระปัจจุบัน ขนาดสถานีรถไฟใต้ดินที่มาดริดยังตั้งชื่อว่า Cuzco เป็นเมืองสำคัญแห่งหนึ่งของเปรูซะอีก (ที่เปรูเขียน Cusco) แค่ชื่อยังจะเอามาด้วยเนอะ ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมในสเปนเองก็เป็นปราสาทราชวัง ที่ไปสร้างทับที่มัสยิดของแขกมัวร์เดิม โดยเฉพาะที่แอนดาลูเซีย เมืองหลวงอาณาจักรแขกมัวร์ก่อนที่สเปนจะรบชนะขับไล่และบังคับให้มุสลิมหันมานับถือคริสต์ จนปัจจุบันเองสเปนก็ยังคงเก็บกินผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวในแคว้นนี้มากมาย ว่ากันว่าที่มหาวิหารเซวิล (โบสถ์ใหญ่ที่สร้างจากมัสยิดเก่า) คือที่ฝังศพของโคลัมบัสด้วย ในเล่มนี้มีสเปน โปตุเกส และโมรอกโก พูดถึงแขกมัวร์ ก็ย้อนกลับไปอ่านประวัติสเปนขับไล่แขกมัวร์ออกไปจากคาบสมุทรไอบีเรีย ที่เล่มแรกได้อีกด้วย
ครั้นพออ่านเล่มตั้งต้น (ละตินอเมริกา) มาถึงพวกสเปนตามทำลายล้างอินเดียนทั้งอาณาจักรแอสเต็ก (เม็กซิโก) กับอาณาจักรอินคา (เปรู) ซะแทบสิ้นสูญ ก็ลอบไปอ่านเล่มที่สามต่อ

คือ "เปรู" (ฟ้่า บุณยะรัตเวช) อาณาจักรอินคา ซึ่งดูจะเน้นหนักไปทางเที่ยวมาชูปิกชู อาณาจักรลับแลที่รอดพ้นจากการทำลายของสเปนมาได้ด้วยเพราะมีปราการธรรมชาติอันซับซ้อนปกป้องไว้มากกว่าภาพรวมของประเทศเปรูทั้งหมด เล่มนี้ออกจะไฮโซไปสักนิด เพราะเขียนถึงการเดินทางสุดเลิศและที่พักเก๋ๆ ที่เปรูไปซะเยอะ แต่ด้วยความที่นักเขียนชอบอาณาจักรอินคามาก ก็เลยมีความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ไกด์ของเขาเล่าโน่นนี่เสริม ในเรื่องของอินคาให้ได้รู้มากขึ้น..

รอบนี้ถือเป็นการอ่านที่สนุกสนานเอาการแฮะ
4 เมษายน 2555