foto from www.facebook.com/tipitin.bookshop
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ book แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ book แสดงบทความทั้งหมด
25.5.57
21.5.57
16.5.57
You'll wish to be tech mate
The Guardian ตีพิมพ์บทความของริชาร์ด โจนส์ นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ซึ่งคาดการณ์โลกยุคดิจิทัลไว้ว่า
"ความเป็นส่วนตัวจะกลายเป็นความลุ่มหลงของผู้คน"
ซึ่งเราก็เห็นกันแล้วว่ามันเป็นจริงในโลกโซเชียลมีเดีย ลองมาอ่านคำของเทพบิดาผู้สร้างในโลกโซเชียลเขาว่ายังไงบ้าง
"ผมสร้าง Tumblr ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้คนได้ออนไลน์ตัวตนที่พวกเขาภูมิใจ และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะมีวิจารณญาณมากขึ้นในการแสดงความคิดเห็น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลที่ตามมาคือความคิดเห็นจากสาธารณชนต่อสิ่งที่คุณแสนจะภูมิใจเหลือเกินนั่นเอง" -David Karp ผู้ก่อตั้งTumblr
"ผมอยากรู้ความเป็นไปของเมืองนิวยอร์กที่ผมรัก ผมเลยเขียนโปรแกรมเพื่อติดตามคนกลุ่มนี้ แต่แล้วผมกลับรู้สึกว่า เพื่อนๆ ของผมนั่นเองที่หายไป ทุกวันนี้ผมใช้ทวิตเตอร์เพื่อติดตามคนที่ผมรัก คนที่ผมแคร์ เพื่อจะได้มีประสบการณ์ร่วมกับพวกเขา" -Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter
"ผมอยากให้ Instagram เป็นกล้องถ่ายรูปของสังคม คุณจะได้เห็นภาพในช่วงเวลานั้นๆ ร่วมกัน คุณอาจเป็นคนดังในฮอลลีวู้ด หรือเป็นใครก็ไม่รู้ในญี่ปุ่น เพราะหัวใจของมันคือการสื่อสารของคุณผ่านภาพที่คุณถ่ายนั่นแหล่ะ" -Kevin Systrom ผู้ก่อตั้ง Instagram
เท๕โนโลยีเป็นแค่เครื่องมือ มันไม่ได้ทำลายความคิดสร้างสรรค์ ตรงกันข้ามกลับมอบความเป็นไปได้ให้กับเรา และสำหรับผมแล้ว การเข้าถึงเทคโนโลยีคือความหรูหราที่สุดที่หลงเหลือให้เห็นกันในยุคนี้" - Nick Knight ผู้ก่อตั้ง SHOWstudio
คัดลอกจากนิตยสาร ELLE Thailand เล่มไหนจำไม่ได้แล้วเพราะจดไว้นานแล้ว
"ความเป็นส่วนตัวจะกลายเป็นความลุ่มหลงของผู้คน"
ซึ่งเราก็เห็นกันแล้วว่ามันเป็นจริงในโลกโซเชียลมีเดีย ลองมาอ่านคำของเทพบิดาผู้สร้างในโลกโซเชียลเขาว่ายังไงบ้าง
"ผมสร้าง Tumblr ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้คนได้ออนไลน์ตัวตนที่พวกเขาภูมิใจ และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะมีวิจารณญาณมากขึ้นในการแสดงความคิดเห็น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลที่ตามมาคือความคิดเห็นจากสาธารณชนต่อสิ่งที่คุณแสนจะภูมิใจเหลือเกินนั่นเอง" -David Karp ผู้ก่อตั้งTumblr
"ผมอยากรู้ความเป็นไปของเมืองนิวยอร์กที่ผมรัก ผมเลยเขียนโปรแกรมเพื่อติดตามคนกลุ่มนี้ แต่แล้วผมกลับรู้สึกว่า เพื่อนๆ ของผมนั่นเองที่หายไป ทุกวันนี้ผมใช้ทวิตเตอร์เพื่อติดตามคนที่ผมรัก คนที่ผมแคร์ เพื่อจะได้มีประสบการณ์ร่วมกับพวกเขา" -Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter
"ผมอยากให้ Instagram เป็นกล้องถ่ายรูปของสังคม คุณจะได้เห็นภาพในช่วงเวลานั้นๆ ร่วมกัน คุณอาจเป็นคนดังในฮอลลีวู้ด หรือเป็นใครก็ไม่รู้ในญี่ปุ่น เพราะหัวใจของมันคือการสื่อสารของคุณผ่านภาพที่คุณถ่ายนั่นแหล่ะ" -Kevin Systrom ผู้ก่อตั้ง Instagram
เท๕โนโลยีเป็นแค่เครื่องมือ มันไม่ได้ทำลายความคิดสร้างสรรค์ ตรงกันข้ามกลับมอบความเป็นไปได้ให้กับเรา และสำหรับผมแล้ว การเข้าถึงเทคโนโลยีคือความหรูหราที่สุดที่หลงเหลือให้เห็นกันในยุคนี้" - Nick Knight ผู้ก่อตั้ง SHOWstudio
คัดลอกจากนิตยสาร ELLE Thailand เล่มไหนจำไม่ได้แล้วเพราะจดไว้นานแล้ว
16.4.56
3.4.55
อ่านหน้าร้อน
3 เรื่องควบ ไม่ใช่หนัง (Movie) แต่เป็นหนังสือ (Books)
ตอนนี้อ่านหนังสือ วนไปมาอยู่สามเล่ม อย่าแปลกใจว่าทำไมมันไม่อ่านให้จบเป็นเล่มๆ ไป เรื่องของเรื่องคือ เมืองในหนังสือมันเกี่ยวพันกันไปมานั่นเอง
ตอนนี้อ่านหนังสือ วนไปมาอยู่สามเล่ม อย่าแปลกใจว่าทำไมมันไม่อ่านให้จบเป็นเล่มๆ ไป เรื่องของเรื่องคือ เมืองในหนังสือมันเกี่ยวพันกันไปมานั่นเอง
เล่มแรก "ละตินอเมริกา" ของ รศ.จิตราภรณ์ ตันรัตนกุล รวบรวมตั้งแต่อารยธรรมดั้งเดิมของประเทศต่างๆ แถบหมู่เกาะคาริบเบียน ทวีปอเมริกากลาง จนถึงแหลมทวีปอเมริกาใต้ เม็กซิโก เปรู อาร์เจนตินา ชิลี คิวบา ฯลฯ สมัยสเปนส่งนักล่าสมบัติ อาทิ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (จริงๆ มีนักล่าเยอะมากๆ) ไปแสวงหาสมบัติ (เครื่องเทศก็ถือเป็นสมบัติได้เหมือนกัน) ว่ากันว่า โคลัมบัสจะหาเมืองเครื่องเทศ แต่กลับไปเจอทวีปอเมริกาแทน ไล่ประวัติศาสตร์โดยสังเขปเรื่อยมาจนถึงยุคศตวรรษที่ 20 นั่นเทียว อ่านเพลินมาก พอพูดถึงสเปนผู้รุกราน ก็เห็นการกระทำของสเปนที่ทำกับคนอินเดียนที่โน้นอย่างน่าสะเทือนใจ อีกทั้งสเปนยังร่ำรวยเพราะเหมืองเงินทีได้จากแถบละตินอเมริกา ไหนจะขนทองคำสมบัติต่างๆ จากชนอินเดียนไปหมด มีส่วยที่ได้รับตลอดที่เป็นเจ้าอาณานิคมอีก ก็อยากรู้จักสเปนปัจจุบันว่าเก๋กู้ดตรงไหน ไปส่องๆ ชั้นหนังสือ (เท่าที่มี) ก็หยิบ
"เที่ยวคาบสมุทรไอบีเรีย" (เขียนโดย ศิรินทร์ วงศ์พานิช) มาดูวาระปัจจุบัน “แหล่ง” ขึ้นหน้าชูตาของเขา เพื่อดูวัฒนธรรมความมั่งคั่งที่สั่งสมมาจากแผ่นดินอื่น รวมถึง ‘Plaza’ หรือจัตุรัสอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของสเปน (ที่มักจะสร้างไว้ตามเมืองอาณานิคมต่างๆ) ประมาณว่า ไปตีเมืองไหนก็สร้างพลาซ่าไว้ให้คนสเปนใช้พักผ่อน และค่อยตกทอดมาถึงวาระปัจจุบัน ขนาดสถานีรถไฟใต้ดินที่มาดริดยังตั้งชื่อว่า Cuzco เป็นเมืองสำคัญแห่งหนึ่งของเปรูซะอีก (ที่เปรูเขียน Cusco) แค่ชื่อยังจะเอามาด้วยเนอะ ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมในสเปนเองก็เป็นปราสาทราชวัง ที่ไปสร้างทับที่มัสยิดของแขกมัวร์เดิม โดยเฉพาะที่แอนดาลูเซีย เมืองหลวงอาณาจักรแขกมัวร์ก่อนที่สเปนจะรบชนะขับไล่และบังคับให้มุสลิมหันมานับถือคริสต์ จนปัจจุบันเองสเปนก็ยังคงเก็บกินผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวในแคว้นนี้มากมาย ว่ากันว่าที่มหาวิหารเซวิล (โบสถ์ใหญ่ที่สร้างจากมัสยิดเก่า) คือที่ฝังศพของโคลัมบัสด้วย ในเล่มนี้มีสเปน โปตุเกส และโมรอกโก พูดถึงแขกมัวร์ ก็ย้อนกลับไปอ่านประวัติสเปนขับไล่แขกมัวร์ออกไปจากคาบสมุทรไอบีเรีย ที่เล่มแรกได้อีกด้วย ♥
ครั้นพออ่านเล่มตั้งต้น (ละตินอเมริกา) มาถึงพวกสเปนตามทำลายล้างอินเดียนทั้งอาณาจักรแอสเต็ก (เม็กซิโก) กับอาณาจักรอินคา (เปรู) ซะแทบสิ้นสูญ ก็ลอบไปอ่านเล่มที่สามต่อ
คือ "เปรู" (ฟ้่า บุณยะรัตเวช) อาณาจักรอินคา ซึ่งดูจะเน้นหนักไปทางเที่ยวมาชูปิกชู อาณาจักรลับแลที่รอดพ้นจากการทำลายของสเปนมาได้ด้วยเพราะมีปราการธรรมชาติอันซับซ้อนปกป้องไว้มากกว่าภาพรวมของประเทศเปรูทั้งหมด เล่มนี้ออกจะไฮโซไปสักนิด เพราะเขียนถึงการเดินทางสุดเลิศและที่พักเก๋ๆ ที่เปรูไปซะเยอะ แต่ด้วยความที่นักเขียนชอบอาณาจักรอินคามาก ก็เลยมีความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ไกด์ของเขาเล่าโน่นนี่เสริม ในเรื่องของอินคาให้ได้รู้มากขึ้น..
คือ "เปรู" (ฟ้่า บุณยะรัตเวช) อาณาจักรอินคา ซึ่งดูจะเน้นหนักไปทางเที่ยวมาชูปิกชู อาณาจักรลับแลที่รอดพ้นจากการทำลายของสเปนมาได้ด้วยเพราะมีปราการธรรมชาติอันซับซ้อนปกป้องไว้มากกว่าภาพรวมของประเทศเปรูทั้งหมด เล่มนี้ออกจะไฮโซไปสักนิด เพราะเขียนถึงการเดินทางสุดเลิศและที่พักเก๋ๆ ที่เปรูไปซะเยอะ แต่ด้วยความที่นักเขียนชอบอาณาจักรอินคามาก ก็เลยมีความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ไกด์ของเขาเล่าโน่นนี่เสริม ในเรื่องของอินคาให้ได้รู้มากขึ้น..
รอบนี้ถือเป็นการอ่านที่สนุกสนานเอาการแฮะ
4 เมษายน 2555
18.1.55
gifts : ของขวัญบ้าน บ้าน ของเดือนมกราคม
![]() |
| บ้าน บ้าน เล่ม ๑ |
![]() |
| หัวใจของหนังสือ |
"การได้เจอของถูกใจ ก็เหมือนกับการได้ของขวัญ"
หนังสือขนาดพอเหมาะมือเล่มนี้เป็นซีรีย์ใหม่ของ คุณภัทรสิริ อภิชิต นักเขียนและบรรณาธิการที่ฉันชื่นชอบ ชื่นชมวิธีคิด วิธีนำเสนอ ทั้งรูปแบบและเนื้อหาของหนังสือเกี่ยวกับบ้าน
ฉันชอบความกล้าลองทำในสิ่งที่แตกต่าง การสร้างสรรค์ ideaใหม่ๆ ให้กับหนังสือบ้านเรา จนกลายเป็นหนังสือสวยๆ รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นแฟนหนังสือของเธอไปเสียแล้ว :)
วันนี้..ฉันเดินเข้าร้านหนังสือเช่นเคย
บ้าน บ้าน ...เป็นคำที่ติดดินดีแท้ ชื่อนี้ฟังดูเป็นมิตรมาก
บ้าน บ้าน ทั้งเล่ม ๑ และเล่ม ๒ ถือเป็นหนังสือไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ออกจะเป็นของคนเมืองเสียด้วยสิ (ก็นี่มันกลุ่มผู้ซื้อหลักเลยนี่นา) แต่ไงล่ะ ฉันก็ว่าเข้าท่าดีออก โดยเฉพาะเล่ม ๑ น่ารักมาก มีความเป็นบ้าน เป็นธรรมชาติ เป็นความเรียบง่ายที่สัมผัสได้จริง ไม่ใช่ว่าเล่ม ๒ จะไม่มีสิ่งที่กล่าวมา แต่เล่ม ๒ ดูจะเป็น บ้าน บ้านที่แอบ Chic อยู่ไม่หยอก (ใครผ่านร้านหนังสือลองไปเปิดอ่านดูนะคะ แล้วจะรู้ว่าพูดจริง)
สิ่งที่ฉันติดใจมากที่สุดในเล่มนี้ เป็นเรื่องของคุณมิยูกิ ชิมาดะ กับผ้าฝ้าย และการออกแบบที่ละเอียดอ่อนตั้งแต่กระบวนการคิดที่จะทำผลิตภัณฑ์สักชิ้นออกมามาขาย มันแฝงทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องของระบบทุนนิยมเอาไว้ให้คิดต่อด้วย
ยังไงก็ตาม สำหรับหนังสือบนแผงหรือบนชั้น หรือในร้านทุกวันนี้ บ้าน บ้าน คงทำให้ฉันได้ติดตามเรื่องราวดีดี ที่ถูกแบ่งปันมาไว้บนหน้ากระดาษได้อย่างลงตัวน่าอ่าน ถือว่าเป็นของขวัญของเดือนแรกของปีที่ฉันอยากให้ตัวเอง
ปล. ในทุกเดือนจะพยายามหาของขวัญให้ตัวเองหนึ่งชิ้น
9.1.55
Little mo mo chan
"วันนี้อากาศดีนะจ้ะ โมโมจัง"
โมโมจังรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา ว่าจะเป็นคุณยายที่เผาหัวมันขาย แต่ก็ไม่เหมือนกันที่เดียวนัก
"ทำไมเหรอจ๊ะ โมโมจัง ทำหน้าประหลาดเชียว นี่ยายคนที่ขายมันเผาไงล่ะ"
"เอ๊!" โมโมจังเอียงคอ
"อ๋อ รู้แล้ว จำไม่ได้เพราะไม่มีฟันใช่ไหมนี่ นี่ไง" คุณยายหยิบฟันออกมา แล้วใส่เข้าไปในปาก แล้วก็กลายเป็นคุณยายคนขายมันเผาคนนั้นจริงๆ
"แล้วลูกตาล่ะคะ"
"หือ--"
"ลูกตาควักออกมาได้ไหมคะ"
"อ๋อ ไม่ได้หรอกจ้ะ กาวยังติดดีอยู่"
"แล้วฟันละคะ กาวหลุดไปแล้วเหรอคะ"
"ใช่จ้ะ เพราะว่าแก่แล้ว กาวก็เลยหลุดหมด"
โมโมจังถอนหายใจ และรีบกลับไปบ้านด้วยความเป็นห่วงฟันของแม่..
...
นี่เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบมาก หยิบมาอ่านทีไรก็อ่านไปยิ้มไปเสมอๆ เพราะไม่ว่าตัวอะไรรอบๆ โมโมจังก็พูดคุยได้หมด
ไม่ว่าจะเป็น แมวสีดำที่ชื่อ คู (มาจากคำว่า คุโร แปลว่า สีดำ มาจาก คุมะ ที่แปลว่าหมี) แต่โมโมจังเรียกคูว่า ปู (เพราะออกเสียงไม่ชัด) คางคก ไอศกรีม ฯลฯ สะท้อนให้เห็นดวงตา จินตนาการ ในโลกของเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ หลงลืมสิ่งเล็กๆ รอบตัวเองไปแล้ว
โมโมจังเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยคุณค่ามากมาย
แม้จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างความเป็นจริงกับความฝันตามสไตล์หนังสือสำหรับเด็ก แต่เมื่อผู้ใหญ่อ่านก็จะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเด็กๆ ได้มากขึ้นไปด้วย ถือได้ว่าเป็นหนังสือจิตวิทยาเด็กเลยก็ว่าได้
หนังสือหนา 112 หน้า ราคา 34 บาท สมัยนั้น (2531) เราก็ว่าแพง ดูเดี๋ยวนี้สิ หนังสือแพงขึ้นมากแค่ไหน
โมโม่จังเล่มนี้ผ่านวันเวลามา 24 ปี แต่เนื้อเรื่องยังทันสมัยอยู่ ..เป็นคุณสมบัติของหนังสือที่ดีเหมือนกันนะนี่ ^^ (แต่ขอบด้านในโดนมอดแทะกระดาษแหว่งไปบ้างแล้ว) พอเราซื้อหนังสือในวันนี้ก็บ่นว่าราคาแพง แต่ถ้าหนังสือดีเราก็ยอมจ่ายอยู่ดีนั่นแหล่ะ..เพราะวันนึงมันจะกลายเป็นหนังสือที่ให้ความทรงจำดีๆ กับเจ้าของไงละ
ป.ล. หนังสือที่ใช้วิธีเย็บกี่ (เย็บด้วยเส้นด้าย) ก่อนเข้าเล่ม ทำให้หนังสือเล่มนั้นทนทานยิ่งขึ้น
โมโมจังรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา ว่าจะเป็นคุณยายที่เผาหัวมันขาย แต่ก็ไม่เหมือนกันที่เดียวนัก
"ทำไมเหรอจ๊ะ โมโมจัง ทำหน้าประหลาดเชียว นี่ยายคนที่ขายมันเผาไงล่ะ"
"เอ๊!" โมโมจังเอียงคอ
"อ๋อ รู้แล้ว จำไม่ได้เพราะไม่มีฟันใช่ไหมนี่ นี่ไง" คุณยายหยิบฟันออกมา แล้วใส่เข้าไปในปาก แล้วก็กลายเป็นคุณยายคนขายมันเผาคนนั้นจริงๆ
"แล้วลูกตาล่ะคะ"
"หือ--"
"ลูกตาควักออกมาได้ไหมคะ"
"อ๋อ ไม่ได้หรอกจ้ะ กาวยังติดดีอยู่"
"แล้วฟันละคะ กาวหลุดไปแล้วเหรอคะ"
"ใช่จ้ะ เพราะว่าแก่แล้ว กาวก็เลยหลุดหมด"
โมโมจังถอนหายใจ และรีบกลับไปบ้านด้วยความเป็นห่วงฟันของแม่..
...
นี่เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบมาก หยิบมาอ่านทีไรก็อ่านไปยิ้มไปเสมอๆ เพราะไม่ว่าตัวอะไรรอบๆ โมโมจังก็พูดคุยได้หมด
ไม่ว่าจะเป็น แมวสีดำที่ชื่อ คู (มาจากคำว่า คุโร แปลว่า สีดำ มาจาก คุมะ ที่แปลว่าหมี) แต่โมโมจังเรียกคูว่า ปู (เพราะออกเสียงไม่ชัด) คางคก ไอศกรีม ฯลฯ สะท้อนให้เห็นดวงตา จินตนาการ ในโลกของเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ หลงลืมสิ่งเล็กๆ รอบตัวเองไปแล้ว
โมโมจังเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยคุณค่ามากมาย
แม้จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างความเป็นจริงกับความฝันตามสไตล์หนังสือสำหรับเด็ก แต่เมื่อผู้ใหญ่อ่านก็จะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเด็กๆ ได้มากขึ้นไปด้วย ถือได้ว่าเป็นหนังสือจิตวิทยาเด็กเลยก็ว่าได้
หนังสือหนา 112 หน้า ราคา 34 บาท สมัยนั้น (2531) เราก็ว่าแพง ดูเดี๋ยวนี้สิ หนังสือแพงขึ้นมากแค่ไหน
โมโม่จังเล่มนี้ผ่านวันเวลามา 24 ปี แต่เนื้อเรื่องยังทันสมัยอยู่ ..เป็นคุณสมบัติของหนังสือที่ดีเหมือนกันนะนี่ ^^ (แต่ขอบด้านในโดนมอดแทะกระดาษแหว่งไปบ้างแล้ว) พอเราซื้อหนังสือในวันนี้ก็บ่นว่าราคาแพง แต่ถ้าหนังสือดีเราก็ยอมจ่ายอยู่ดีนั่นแหล่ะ..เพราะวันนึงมันจะกลายเป็นหนังสือที่ให้ความทรงจำดีๆ กับเจ้าของไงละ
ป.ล. หนังสือที่ใช้วิธีเย็บกี่ (เย็บด้วยเส้นด้าย) ก่อนเข้าเล่ม ทำให้หนังสือเล่มนั้นทนทานยิ่งขึ้น
3.1.55
shelfbook
ชั้นหนังสือที่จัดใหม่ มีลุงมังกรอ่านนิทานให้เด็กๆ มังกรฟัง
เราเลือกหนังสือ จัดเก็บ และอีกส่วนจะเอาไปบริจาค
มั่นใจว่าหนังสือที่ตัวเองอ่านไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครแน่
Let's read
เราเลือกหนังสือ จัดเก็บ และอีกส่วนจะเอาไปบริจาค
มั่นใจว่าหนังสือที่ตัวเองอ่านไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครแน่
Let's read
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






















