แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ movie แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ movie แสดงบทความทั้งหมด

30.5.59

the hundred-foot journey



เป็นหนัง feel good ที่เกี่ยวข้องกับคนและอาหารสองวัฒนธรรม ฝรั่งเศส-อินเดีย ที่เทน้ำหนักไปทางอาหารอินเดียมากกว่า คือรู้สึกนิดๆ ว่าหนังเหมือนแอบเชียร์ความดีงามของเครื่องเทศที่ใช้ปรุงอาหารอินเดียยังไงไม่รู้สิ อาจเพราะตัวเอกของเรื่องคืออัสซันเป็นเชฟอินเดียที่มีความสามารถพิเศษ จนไต่เต้าไปจนเป็นเชฟระดับมิชลินสตาร์

สิ่งที่จะได้จากหนัง
-เห็นความสวยงามของบ้านนอกฝรั่งเศส อยากรู้จริงๆ ว่าเชฟจริงๆ เขาจะเข้าไปเก็บเห็ดในป่าเองแบบนี้เหรอ ^^
- การต่อสู้แบบไม่ยอมแพ้ในโชคชะตาของครอบครัวแขกอพยพครอบครัวนี้
- ความเชื่อในสัญชาตญาณและความภูมิใจในอาหารของชนชาติตัวเอง
- ชอบที่พ่อพระเอกพูดว่า "ไม่ว่าครอบครัวอยู่ที่ไหน ที่นั่นคือบ้าน" เพราะนี่คือความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมเอเชียกับตะวันตก อยู่เป็นครอบครัวใหญ่ กับ แยกตัวออกไปสร้างครอบครัวของตัวเองตามลำพัง
- food is memory อาหารคือความทรงจำ คนเราจะจดจำอาหารบางจานเป็นพิเศษของตัวเองเสมอ 

insei ga Tokimeku Katazuke no Maho



หนังที่ควรดูช่วงต้นปี หรือในช่วงเวลาที่เราอยากจะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเอง
insei ga Tokimeku Katazuke no Maho หรือ 'บริษัททำความสะอาดหัวใจเต้นตึกตัก' เป็นหนังที่สอนให้เราสังคายนาชีวิตตัวเอง เหมาะสำหรับคนที่ใช้ชีวิตแบบเรื่อยๆ เละๆ ประเภท "สักวันฉันจะเปลี่ยนตัวเอง" โดยที่ "ไอ้สักวัน" จะไม่มาถึงหรอก ถ้าไม่เริ่มต้นทำ 
เป็นหนังญี่ปุ่นอีกเรื่องที่เราหลงรัก ดูจบลุกขึ้นมาเก็บห้องเลย ฮ่าๆ 
สิ่งที่จะได้จากหนังนอกจากความบันเทิง
-ดูเรื่องนี้แล้วจะรู้จักวิธีปลดปล่อยตัวเองจากอดีตที่เรายึดติด
-รู้จักขอโทษข้าวของที่ถูกเราทิ้งขว้าง และขอบคุณสิ่งของที่เรามีอยู่
-บางเทคนิคความมีระเบียบและวิธีคิดที่ดีและน่ารักๆ ของคนญี่ปุ่น (น่าเอาอย่างค่ะ)
-การทำความสะอาดสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้
-วิธีเก็บเสื้อผ้า การพับ การเก็บถุงเท้า หนังสือและสิ่งของต่างๆ สนุกดี ชอบๆ แล้วยังให้แง่คิดอื่นๆ ในชีวิตอีกหลายอย่าง หนังดีค่ะ ใครสนตามนี้เลย
http://www.dark-dramas.com/2013/11/jinsei-ga-tokimeku-katazuke-no-mahou.html

4.11.57

Himizu


"รักรากเลือด - Himizu"  เป็นเรื่องราวซากปรักหักพังของชีวิตผู้คนในอีกมุมหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ดูแล้วรันทดหดหู่มืดมนแต่ท้ายสุดกลับมีแสงสว่างในความมืดนั้นให้เห็นรางๆ และค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น ซึ่งก็คือ
 "ความหวัง ความดี คุณค่าของความเป็นคน และการไม่ยอมแพ้ของมนุษย์" 
หมายเหตุ : himazu แปลว่า ตัวตุ่น

KIDS


KIDS เริ่มต้นเรื่องหม่นหมองพอกัน เรื่องราวของเพื่อนสามคนที่ผ่านความรุนแรงในวัยเด็กมาจนเป็นปมในชีวิตเมื่อเติบโตขึ้น คนนึงเติบโตมาด้วยความกลัวพ่อขี้เมาที่ชอบใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกาย (เมาแล้วเอาเตารีดนาบลูก) อีกคนเป็นเด็กสาวที่โดนเพื่อนที่โรงเรียนเอามีดกรีดปากจนบาดเจ็บสาหัสเป็นแผลเป็นจนเธอต้องใส่มาร์กปิดปากอยู่ตลอดเวลา
คนที่สามคือชายหนุ่มที่มีพลังพิเศษ สามารถดูดซับความเจ็บปวดของคนอื่นมาไว้ที่ตัวเองได้ เขารับรู้ถึงพลังนี้เมื่อแม่แทงพ่อตายและแทงเขาด้วย ทว่าเมื่อแม่มาจับตััวเขาบาดแผลถูกแทงก็ย้ายไปอยู่ที่แม่ เมื่อโตขึ้นสิ่งที่เขาทำคือตะเวนช่วยคนที่เจ็บปวด และนำความเจ็บปวดเหล่านั้นมาสู่ตัวเอง.
ประเด็นเรื่องความรุนแรงในสังคมโดยเฉพาะผู้ที่ถูกกระทำเป็นเด็กๆ และเกิดจากคนในครอบครัวของตัวเองนั้นมักเป็นปัญหาที่ฝังลึกอยู่ในใจของเด็ก แม้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่สักแค่ไหนก็ตาม ความเจ็บปวดนั้นก็ไม่อาจเลือนหายไปได้โดยง่าย
หมายเหตุ ดูเรื่องนี้จบอยากวาดรูปทามะคุงมากๆ หัวกระเซิงตลอดเวลา ผิดกับมาดท่านจิอากิอย่างกับฟ้ากับเหว

27.10.57

Bless Me, Ultima


เธอเป็นแม่มด 
เธอเป็นนกฮูก
เธอเป็นผู้เยียวยา
เธอเป็นผู้สอนให้อัลโตนิโอพูดกับต้นไม้ เมื่อเธอพาเขาไปเก็บสมุนไพร ก่อนเก็บจะต้องบอกต้นไม้ว่า "เราเก็บท่านเพื่อไปทำยานะ" 
....
อัลติม่าสอนผมให้ฟังเสียงของทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติ สอนให้ฟังว่าแม่น้ำพูดว่าอะไร
คำของอัลติม่าที่สอนอัลโตนิโอในหนังเรื่องนี้ที่กระทบใจฉันมากที่สุดคือ

"จงจำเอาไว้นะ อันโตนิโน ความดีที่เล็กที่สุด สามารถต่อสู้กับความชั่วร้ายที่สุดในโลกได้"

...
อื่นๆ ที่น่าสนใจ : หนังยังสะท้อนภาพชาวนาในเม็กซิโกได้งดงาม เรื่องความเคารพพืชผลประหนึ่งของขวัญศักดิ์ืสิทธิ์ที่ผืนดินมอบให้ เรื่องของการตั้งคำถามเกี่ยวกับพระเจ้าของเด็กๆ ในขณะที่วิ่งเล่นกัน การไม่เชื่อในพระเจ้าของเด็กผู้สูญเสียพ่อแม่ไป ความเชื่อเรื่องแม่มด ฯลฯ หนังดูสนุกค่ะ อ้อ เรื่องนี้สร้างมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกับหนัง Bless Me, Ultima (a novel by Rudolfo Anaya)

Heavenly Forest





อย่างที่รู้หนังญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นหนังที่มีความละมุนละไม เก็บซ่อนรายละเอียดปลีกย่อยที่งดงามเอาได้ในเรื่องราวของหนังได้อย่างดีเยี่ยม บางคนอาจไม่ชอบเพราะโดยรวมดำเนินเรื่องช้าเนิบๆ ไม่โฉ่งฉ่าง ตัดฉับๆ เต็มไปด้วยสีสันฉูดฉาด หรือมีบทสนทนามากมาก หนังญี่ปุ่นบางเรื่องบางฉากแทบไม่มีบทพูดเลย ทว่าใช้ภาพเล่าเรื่องเอง
ในโรงไป) แน่นอนว่าเพลงเพราะตามที่หนังโปรโมตไว้ แต่ทำไมฉันเฉยๆ ไม่ได้ชอบมากมายสักเท่าไหร่ และออกจะเดาทางการเดินเรื่องได้ วันนี้ฉันดูหนังรักอีกเรื่อง Heavenly Forest เป็นหนังเก่าตั้งแต่ปี 2006 ฉันกลับนั่งน้ำตาร่วงเผาะ ๆ T_T

พระเอก (มาโกโตะ) รักการถ่ายรูปมาก จนนางเอก(ชิสึรุ) เริ่มสนใจการถ่ายรูป และให้เขาสอนถ่ายภาพ นางเอกแอบรักพระเอก พระเอกผูกพันกับนางเอกแต่ก็คบกับผู้หญิงอีกคน (มิยูกิ) (ดูว่ามาโกโตะเอกก็รักชิสึรุแต่นางไม่รู้ใจตัวเอง) จนกระทั่งชิซูรุอยากได้ภาพเพื่อส่งเข้าประกวด เธอขอให้เขาจูบเธอในคอนเซป kissing in a forest ทั้งสองจูบกัน และชิสึรุก็หายไปจากชีวิตชายหนุ่มตั้งแต่วันนั้น มาโกโตะรู้ใจตัวเองแล้ว และก็สายไปแล้วเช่นกัน (ว่ากันว่าความรักที่บริสุทธิ์ก็ไม่เคยทำร้ายใคร แต่ทำร้ายใจกุมาก ดูไปน้ำตาร่วงไป)
ด้วยว่าครอบครัวชิสึรุเสียชีวิตเพราะโรคชนิดนึง เข้าใจว่าเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ด้วย เธอเองก็เป็นโรคนี้ ชิสึรุเดินทางไปนิวยอร์คและเป็นช่างภาพตามฝัน กระทั่งวันนึงมีจดหมายจากชิสึรุส่งมาถึงมาโกโตะจากนิวยอร์ก พระเอกของเราก็อุตสาห์รีบไป แต่หนังก็โคตรใจร้าย (แบบงดงาม) ชายหนุ่มได้เจอเพียงงานแสดงภาพถ่ายของเธอ ในนั้นมีภาพของเขาอยู่มากมาย แน่นอน...รวมทั้งภาพ kissing in a forest อยู่ด้วย ทว่าเธอได้จากเขาไปนิรันดร์แล้ว นาทีนี้อิชั้นหมดทิชชูไปครึ่งม้วนแล้ว พระเอก (Hiroshi Tamaki แสดง) ร้องไห้เก่งมาก (เค้าเลยร้องตาม)
หมายเหตุ หนังสวยมากค่ะ ดูแล้วอยากหยิบกล้องออกไปถ่ายรูปโดยพลัน







11.10.55

Captain Abu Raed



ถึงคราวเสียน้ำตา เศร้าแต่รู้สึกดีมาก 
Captain Abu Raed เป็นหนังจากประเทศจอร์แดน (2007) 
หนังเก่าแล้วแต่เพิ่งมีโอกาสได้ดู 

"ผมชอบหนังสือ หนังสือเป็นครูของผม" 
เมื่ออาบูราอิดบอกว่าเขามีหนังสือมากถึงสองพันเล่ม กับ นัวร์ กัปตันหญิง 
นัวร์จึงถามกลับไปว่า

"ถ้าคุณอ่านหนังสือมากขนาดนั้น คุณก็มีความรู้มากมาย 
แล้วทำไมยังมาเป็นภารโรง (ในสนามบิน) ล่ะ
"ผมใช้หัวใจนำทางให้ชีวิต และบางอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต มันพาไปสู่ส่วนที่แตกต่าง" 

อาบูราอิดเก็บหมวกกัปตันได้ในถังขยะ เขานำมันกลับบ้านและสวมมัน จนเด็กๆ ในชุมชนคนยากจนที่บ้านเขาตั้งอยู่นึกว่า เขาเป็นกัปตันขับเครื่องบิน

หนังเรื่องนี้งดงาม เพราะหัวใจชายชราคนนี้สะอาดบริสุทธิ์มาก ท้ายที่สุดอาบูราอิดได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่น ผู้ที่อยู่ร่วมโลกอันคลุกเคล้าทั้งความดีและความโสมมของผู้คนใบนี้ 

และใช่..เป็นภาพชินตาที่อาบูราอิดมีหนังสืออยู่ในมือเกือบทุกฉากในหนัง
"Read"-ราอิด -ในภาษาอังกฤษคือคำตอบ

8.9.55

‘no control’



อันนีกส์ นางเอกหน้าหวานจากหนังชีวประวัติขาวดำสุดเท่ของนักร้องนำวง Joy Division  ‘control’  

เอียน เคอร์ตีส (IAN CURTIS) ก็เป็นเพียงแค่มนุษย์คนหนึ่งที่โคตรเก่งในวงการดนตรี 
เขาแต่งกวีเป็นบทเพลง เขาใช้ชีวิตในม่านควันสีเทาตลอดเวลา (อัดบุหรี่เป็นว่าเล่น) 
อ่านวรรณกรมเป็นเพื่อนแก้เหงา
 และตั้งชื่อวงดนตรีจากชื่อซ่องที่นาซีใช้บริการในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

ในขณะที่ชีวิตนักร้องของเอียนกำลังรุ่งโรจน์สวนทางกันกับเรื่องของความรักที่พุ่งดิ่งลงหุบเหว
…‘no control’  

ผมต่อสู้ระหว่างสิ่งที่ผมรู้ว่าใช่ในใจผม
กับความจริงอันบิดเบือนที่มองเห็นผ่านทางสายตาคนอื่น...คนที่ไร้หัวใจ
และถึงอย่างไรก็ไม่เห็นความแตกต่าง
การต่อสู้ระหว่างสติสัมปชัญญะและหัวใจมนุษย์
จนทุกอย่างมันเลยเถิด
ไม่อาจควบคุมไว้ได้ และไม่มีวันแก้ไขคืนมา

เอียนทำลายรักครั้งแรกลงด้วยการนอกใจ (เขาแต่งงานตอนอายุน้อยมาก) เมื่อได้เจออันนีกส์ รักอีกครั้งที่ถูกเลือก หญิงสาวที่มาดูคอนเสิร์ตของ Joy Division ภรรยาจับได้ว่าเอียนมีคนอื่น เอียนไม่เลือกใคร เขาโกหกว่าเลิกกับอันนีกส์แล้ว แต่ความจริงไม่ใช่  เขาไม่ได้เลิกรักอันนีกส์ ความรักก็คือความรัก โกหกกันไม่ได้ (หรือใครจะเถียง)

นี่คงเป็นความจริงเที่ยงแท้
รักทำลายความภูมิใจเสียแหลกเหลว
สิ่งที่ครั้งหนึ่งคือความบริสุทธิ์
เปลี่ยนผันเป็นอีกสิ่ง...
เมฆก้อนหนึ่งโรยตัวเหนือฉัน
มันจับตามองทุกย่างก้าว
ลึกลงไปในความทรงจำของสิ่งซึ่งครั้งนึงเคยเป็นความรัก
...กวีเศร้าบทสุดท้ายที่เอียนเขียนก่อนจะปลิดชีวิตตนเอง

ชีวิตจริงของนักร้องดังแห่งวง Joy Division และหนังเลือกถ่ายทอดเรื่องราวออกมาเป็นหนังขาวดำ ที่ใช้มุมภาพระดับสายตาช่างภาพมืออาชีพ มันสวยไปซะทุกช็อต ยังกับได้ดูภาพถ่ายขาวดำเท่ๆ ในหนังสือเล่มนึง

‘I am no control anymore’
……………

: IAN CURTIS เสียชีวิตอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น (DIED 18 MAY 1980)

29.12.54

PRIDE & PREJUDICE

เป็นหนังพีเรียดจากหนังสือของ เจน ออสเตน ที่ชอบมากอีกเรื่องหนึ่ง ดูแล้วดูอีก ไม่หวานจนเลี่ยนเกินไป ที่สำคัญนางเองฉลาดมาก เป็นผู้หญิงที่ถือหนังสือติดตัวเกือบตลอดเวลา ...นั่นคือสิ่งที่ชอบเป็นพิเศษ